การพัฒนาพระราชบัญญัติสุขภาพจิตของประเทศไทย
การพัฒนากฎหมายสุขภาพจิต ได้เคยดำเนินการมาแล้ว 1 ครั้ง ในปีพ.ศ.2542-2544 ในครั้งนั้นใช้ชื่อว่า โครงการพิจารณาร่างกฎหมายสุขภาพจิต และการดำเนินงานดังกล่าวได้หยุดไประยะหนึ่ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ
1. เพื่อร่วมกันทบทวนและพิจารณามาตรการทางกฎหมายสุขภาพจิตของประเทศที่พัฒนา
2. เพื่อหามติและข้อเสนอแนะในการร่วมกันพิจารณาร่างกฎหมายสุขภาพจิตสำหรับประเทศไทย
3. เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ ปัญหา อุปสรรคของกฎหมายสุขภาพจิตฉบับร่าง
4. เพื่อให้ได้กฎหมายสุขภาพจิตฉบับร่าง ที่มีความสมบูรณ์ด้านแนวความคิดทางการแพทย์
กิจกรรมที่ได้ดำเนินการ (2542-2544)
พ.ศ.2542-2544
- แต่งตั้งที่ปรึกษา และคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายสุขภาพจิต
- สัมมนาคณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายสุขภาพจิต 3 ครั้ง ได้ร่างพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ
..
ประกอบด้วย 5 หมวด คือ
หมวด 1 สิทธิผู้ป่วย
หมวด 2 คณะกรรมการสุขภาพจิต
หมวด 3 สถานบำบัดรักษาทางสุขภาพจิต
หมวด 4 การบำบัดรักษาทางสุขภาพจิต
หมวด 5 บทกำหนดโทษ
พ.ศ. 2544
- จัดทำประชาพิจารณ์ร่างพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ
..โดยนำร่างพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ
.มาพิจารณาและปรับแก้ตามข้อเสนอแนะจากการทำประชาพิจารณ์
- กรมสุขภาพจิตนำเสนอกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีและได้ปรับแก้ตามข้อเสนอกระทรวงสาธารณสุข
- หลังจากนั้นได้นำร่างพระราชบัญญัติสุขภาพจิตพ.ศ..
เสนอต่อคณะรัฐมนตรีโดยผ่านกรมสุขภาพจิตและกระทรวงสาธารณสุข หลังจากนั้นการดำเนินงานหยุดไประยะหนึ่ง
พ.ศ.2547
วันที่ 20 ตุลาคม 2547
คณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ขอข้อมูลเพิ่มเติมถึงขั้นตอนและระยะเวลาในการเสนอร่างพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ
. ว่าปัจจุบันอยู่ขั้นตอนใด กรมสุขภาพจิต โดยสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ได้แจ้งมายังกรมสุขภาพจิต เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2547 ว่าได้ทบทวนการดำเนินการพัฒนากฎหมายสุขภาพจิตใหม่ให้สอดคล้องกับแนวทางขององค์การอนามัยโลก และให้มีความเป็นปัจจุบัน ขอบเขตกว้างขึ้นมากกว่า เพื่อการบังคับรักษาอย่างเดียว โดยจะดำเนินการทบทวนการดำเนินการใหม่ทุกขั้นตอน ระหว่างปี 2548-2550
วันที่ 9 พฤศจิกายน 2547
วุฒิสภาได้เชิญกระทรวงสาธารณสุขๆ มอบหมายกรมสุขภาพจิตฯ มอบหมายสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ เพื่อร่วมแสดงความคิดเห็นกับคณะอนุกรรมาธิการพิจารณากฎหมายที่มีผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในการประชุมครั้งนั้นที่ประชุมมีความเห็นว่า ร่างเดิมเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนค่อนข้างมาก ให้ทบทวน ควรเน้นประเด็นการส่งเสริม ป้องกันและคุ้มครองประชาชน ญาติ ผู้ดูแล ที่จะได้รับความเดือดร้อนจากผู้ป่วยจิตเวช ผู้ป่วยภาวะอันตราย เพราะจะทำให้สังคมเห็นความสำคัญของการมีกฎหมายนี้
หลังจากนั้น กรมสุขภาพจิตได้ส่งแผนการดำเนินงานปี 2548-2550 ให้วุฒิสภาทราบ
การดำเนินการพัฒนากฎหมายสุขภาพจิตในปัจจุบัน
1. เหตุผลความจำเป็น
- สถานการณ์ปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวชมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากรายงาน ขององค์การอนามัยโลก พบว่า มีประชากรทั่วโลก 450 ล้านคน ที่ต้องทุกข์ทรมานจากปัญหาสุขภาพจิตและโรคทางจิตประสาท (WHO, 2004) ประเทศไทยกำลังประสบกับปัญหาเหล่านี้เช่นกัน นับเป็นปัญหาทางสังคมที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เนื่องจากผู้ป่วยเหล่านี้ ส่วนหนึ่งเป็นผู้ทำให้เกิดภาวะอันตรายต่อสังคม เช่น การก่อคดีรุนแรงจากปัญหาสุขภาพจิต และการเจ็บป่วยทางจิตรวมถึงการบำบัดรักษานั้น อัตราค่าใช้จ่ายต่อรายค่อนข้างสูงกว่าผู้ป่วยทางกาย นอกจากนี้ ยังก่อให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจ
- องค์การอนามัยโลก สนับสนุนให้ทุกประเทศทั่วโลกมีกฎหมายสุขภาพจิตบังคับใช้ ภายใน 5 ปีนี้ เพื่อคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยจิต การไม่รังเกียจ และได้รับสิทธิต่าง ๆ อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งปัจจุบันมีถึงร้อยละ 75 ของประเทศทั่วโลกที่มีกฎหมายสุขภาพจิตบังคับใช้ ประเทศไทยเป็นสมาชิกขององค์การอนามัยโลก และประสบกับปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวชเช่นกัน
- แผนพัฒนาสุขภาพจิตภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 8 ที่ผ่านมากำหนดให้มีการผลักดันกฎหมายสุขภาพจิต ซึ่งที่ผ่านมายังไม่ได้ตามแผน
- นอกจากนี้กฎหมายสุขภาพจิตจะช่วยคุ้มครองความปลอดภัย ให้กับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวชที่มีภาวะอันตรายต่อตนเอง ผู้อื่น ซึ่งมักจะเกี่ยวเนื่องกับผู้ป่วยจิตเวชที่ปฏิเสธการรักษา รวมทั้งผู้ป่วยจิตเวชที่กระทำผิดกฎหมาย เช่น กำหนดในเรื่องความจำเป็นในการรักษา การยินยอมรักษา กระบวนการนำผู้ป่วยสู่การบำบัดรักษา เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยและสังคม ดังนั้น การออกกฎหมายสุขภาพจิตจึงเป็นหลักประกันอย่างหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนกลุ่มดังกล่าว และ ความปลอดภัยของสังคม ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นภาพสังคมไทยก้าวไปสู่การบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี
2. จุดประสงค์เพื่อ
- พัฒนาร่างกฎหมายสุขภาพจิตของประเทศไทย
- สร้างความเข้าใจและความตระหนักในการพัฒนากฎหมายสุขภาพจิตต่อประชาชน และสังคมไทย
- เพื่อผลักดันให้มีการออกกฎหมายสุขภาพจิตที่สามารถบังคับใช้ได้
- กำหนดระยะเวลาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2548-2550
3. ความเชื่อมโยงระหว่างกฎหมายสุขภาพจิตกับนโยบายสุขภาพจิต
ความเชื่อมโยงระหว่างกฎหมายสุขภาพจิตกับนโยบายสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิตเป็นแกนนำสำคัญในการกำหนดนโยบายสุขภาพจิตของประเทศ เป้าหมายเพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพจิตดี ลดอัตราการเจ็บป่วยทางจิตและอัตราปัญหาที่เกิดจากสุขภาพจิต กฎหมายสุขภาพจิตจะเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เป้าหมายและจุดประสงค์ของนโยบายที่เกี่ยวกับสุขภาพจิตบรรลุผล ถ้ากฎหมายออกมาอย่างครอบคลุม ถี่ถ้วน ผ่านการไตร่ตรองอย่างดี กฎหมายสุขภาพจิตกับนโยบายสุขภาพจิต แนวทางขององค์การอนามัยโลก
1. กฎหมายสุขภาพจิตที่ใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อการบังคับใช้จะทำให้สังคมบรรลุเป้าหมาย และจุดประสงค์ของนโยบายที่เกี่ยวกับสุขภาพจิต
2. กฎหมายเป็นกรอบโครงสร้าง เพื่อพัฒนานโยบายสร้างระบบสิทธิที่บังคับใช้เพื่อคุ้มครอง ผู้มีความผิดปกติทางจิตได้จริง
3. กฎหมายสุขภาพจิตเป็นมาตรการเพื่อให้
- มีการสร้างสถานบริการ และการจัดบริการด้านสุขภาพจิตที่มีคุณภาพ
- ผู้มีความผิดปกติทางจิต
1. มีการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตที่มีคุณภาพ
2. ได้รับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
3. สิทธิของผู้ป่วยต่อการรักษาพยาบาล
4. พัฒนากระบวนการคุ้มครองอย่างเข้มแข็ง
5. การทำให้บุคคลผู้มีความผิดปกติทางจิตใช้ชีวิตร่วมอยู่ในชุมชนของตน
6. ส่งเสริมสุขภาพจิตที่สมบูรณ์ในสังคมอย่างทั่วถึง
4. จุดมุ่งหมายของกฎหมายสุขภาพจิต
1. เพื่อปกป้องคุ้มครอง ส่งเสริมและปรับปรุงคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิตของประชาชน
2. เพื่อเสริมสร้างและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้ที่มีความผิดปกติทางจิต
3. เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากผู้ป่วยจิตเวช
5. การพัฒนากฎหมายสุขภาพจิตของกรมสุขภาพจิต
ได้ยึดแนวทางขององค์การอนามัยโลกที่ เสนอไว้ 4 ส่วน 19 ขั้นตอน
ส่วนที่ 1 การรวบรวมข้อมูลภูมิหลังต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง มี 8 ขั้นตอน
ส่วนที่ 2 การร่างกฎหมายสุขภาพจิต มี 4 ขั้นตอน
ส่วนที่ 3 การลงมติยอมรับร่างกฎหมายสุขภาพและผ่านออกเป็นกฎหมาย 2 ขั้นตอน
ส่วนที่ 4 การบังคับใช้กฎหมายสุขภาพจิต 5 ขั้นตอน
จากข้อเสนอขององค์การอนามัยโลก กรมสุขภาพจิต ได้ดำเนินการในส่วนที่ 1 ส่วนที่ 2 และส่วนที่ 3 ไปแล้ว ส่วนที่ 4 เริ่มดำเนินการบางส่วนเพื่อให้การดำเนินงานพัฒนากฎหมายสุขภาพจิตของไทย มีผลบังคับใช้ภายในปี 2550 ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการดำเนินงานดังนี้




